Q1 ปี 2025 BYD ส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า BEV กว่า 416,388 คัน แซง Tesla ที่ขายได้ 336,681 คัน

สรุปก่อนอ่าน
- Q1 ปี 2025 BYD ส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า BEV กว่า 416,388 คัน แซง Tesla ที่ขายได้ 336,681 คัน
- ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2024 BYD เริ่มแซง Tesla และคาดว่าจะขึ้นเป็น เบอร์ 1 ของโลกทั้งปี 2025
- BYD ได้เปรียบจากเทคโนโลยี ชาร์จเร็วสุดขีด – เติมไฟ 400 กม.ใน 5 นาที เร็วกว่าระบบ Supercharger ของ Tesla
- กลยุทธ์ ควบคุมการผลิตครบวงจร (Vertical Integration) ทำให้ BYD กดต้นทุนได้ ขายราคาดี กำไรไม่หาย
- ด้าน Tesla กำลังเจอแรงกดดันทั้งในและนอกบ้าน จากบทบาทการเมืองของ Elon Musk และปัญหาสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน
- นักวิเคราะห์ชี้ ปี 2025 จะเป็นปีที่ “มังกรจีน” อย่าง BYD ครองโลก EV อย่างแท้จริง นี่ไม่ใช่แค่เกมรถไฟฟ้า แต่คือสัญญาณเปลี่ยนขั้วของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก
BYD ครองแชมป์ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลก 2 ไตรมาสติดต่อกัน – สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรม EV
BYD ได้ยืนยันตำแหน่งผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สอง สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิทัศน์ของตลาด EV ทั่วโลก ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไปตลอดปี 2025
จากข้อมูลยอดขายล่าสุดและการคาดการณ์ของ Counterpoint Research พบว่า กลยุทธ์การขยายตลาดอย่างดุดันและนวัตกรรมเทคโนโลยีของ BYD ได้ท้าทายความเป็นเจ้าตลาดของ Tesla ที่ยึดครองมายาวนานได้สำเร็จ
ใน ไตรมาสที่ 1 ปี 2025 BYD ส่งมอบรถยนต์ BEV (Battery Electric Vehicle) จำนวน 416,388 คัน แซงหน้า Tesla ที่ทำได้ 336,681 คัน ในช่วงเวลาเดียวกัน นี่เป็นการสานต่อความสำเร็จจาก ไตรมาสที่ 4 ปี 2024 ที่ BYD ทำยอดขาย 595,413 คัน เทียบกับ Tesla ที่มียอดขาย 495,570 คัน
ในความเป็นจริง BYD เคยแซงหน้า Tesla ครั้งแรกในไตรมาส 4 ปี 2023 โดยมียอดขาย 595,413 คัน ขณะที่ Tesla อยู่ที่ 484,507 คัน แต่กระแสนี้เคยสะดุดชั่วคราวในไตรมาสถัดมา โดย Tesla สามารถปิดยอดรวมปี 2024 ที่ 1,789,226 คัน นำหน้า BYD ซึ่งทำได้ 1,764,992 คัน
Counterpoint Research ระบุว่า “BYD มีแนวโน้มจะแซงหน้า Tesla ขึ้นเป็นแบรนด์ BEV อันดับ 1 ของโลกในปี 2025 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 15.7%” โดยปัจจัยความสำเร็จหลักมาจากการขยายตัวอย่างรวดเร็ว, ความได้เปรียบทางเทคโนโลยี, โครงสร้างการผลิตแบบบูรณาการ (Vertical Integration) และแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐของจีน
หนึ่งในหมัดเด็ดของ BYD คือการเปิดตัว ระบบชาร์จความเร็วสูงรุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญในประสิทธิภาพของ BEV ระบบนี้ใช้สถาปัตยกรรมไฟฟ้า 1,000V, แบตเตอรี่ที่รองรับการชาร์จ 10C, ชิปพลังงาน SiC (Silicon Carbide) และเทคโนโลยี Blade Battery อันเป็นเอกสิทธิ์ของ BYD
Abhik Mukherjee นักวิเคราะห์จาก Counterpoint ระบุว่า “ระบบนี้สามารถชาร์จเพิ่มระยะทาง 400 กม. ได้ในเวลาเพียง 5 นาที สร้างมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม แซงหน้า Tesla Supercharger ที่ทำได้ราว 275 กม. ใน 10 นาที แบบทิ้งห่าง”
ขณะที่ Tesla เผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งจาก กระแสตีกลับต่อบทบาททางการเมืองของ Elon Musk ที่ส่งผลต่อความนิยมของ Tesla ในตลาดสำคัญอย่างสหรัฐฯ และยุโรป รวมถึงความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน และการเพิ่มภาษีชิ้นส่วน EV จากจีน ซึ่งกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของ Tesla โดยตรง
Liz Lee ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ของ Counterpoint กล่าวเสริมว่า “Elon Musk ดูเหมือนจะทำประตูเข้าประตูตัวเอง และเรากำลังจะได้เห็นผลกระทบในยอดขาย Q1 ปี 2025” เธอยังชี้ว่า “นี่คือโอกาสครั้งใหญ่ของ BYD และถ้าพวกเขาทำตามสัญญาเรื่องระบบชาร์จเร็วได้จริง นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนของเกมสำหรับ BYD และวงการ BEV จีนในระดับโลก”
กลยุทธ์ Vertical Integration ของ BYD ซึ่งควบคุมทุกขั้นตอนตั้งแต่แบตเตอรี่, มอเตอร์ ไปจนถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านบริษัทในเครือ ช่วยให้มีความได้เปรียบด้านต้นทุนและประสิทธิภาพการผลิตอย่างมหาศาล ทำให้สามารถตั้งราคาขายแข่งขันได้ โดยไม่กระทบต่อกำไร
การผงาดขึ้นของ BYD จึงไม่ใช่แค่การแย่งชิงแชมป์จาก Tesla แต่ยังเป็นสัญญาณของ การเปลี่ยนขั้วครั้งใหญ่ ในอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ซึ่งขณะนี้ผู้ผลิตจากจีนกำลังกำหนดทิศทางใหม่ ทั้งด้านนวัตกรรมและขนาดตลาดในยุค EV